Tuesday, February 11, 2014

Tense เรียนอย่างไร

image from : www.really-learn-english.com

Tense คือเรื่องยอดฮิตที่คนไทยมีปัญหากันมาก เพราะว่าภาษาไทยไม่มี หรือมีก็ใช้ในรูปแบบอื่น
จะว่ากันจริงๆเรื่อง Tense ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย แต่ที่ดูยากเพราะว่าเราไปเรียนแบบผิดๆต่างหาก

"เราเรียนกันว่า Tense ต้องเป็นไปตามกฎต่างๆ และต้องมีรูปแบบเฉพาะ โดยเวลาจะใช้ในสถานะการณ์จริงๆก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่าจะใช้ Tense ไหน ซึ่งทำให้รู้สึกเรื่องมากวุ่นวาย"

‪#‎ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่า‬ ฝรั่งเขาใช้ Tense กันอย่างไร
1. สมองจะคิดเป็นภาพ และเวลา (ก่อนมาแล้ว เรื่องเมื่อวานนี้ หรือว่ายังไม่เกิด )
2. เปลี่ยนภาพและเวลาในหัว ออกมาเป็นภาษาทันที
3. เขาไม่มีการวิเคราะห์เลยว่าเป็นเวลาอะไร ต้องใช้รูปไหน ปากมันจะวิ่งไปเองตามการตีความของสมอง

‪#‎เมื่อภาพที่เขาเห็นในสมอง‬
- เป็นเรื่องทั่วๆไป เห็นเป็นภาพสี -> ก็พูดประโยคแบบธรรมดาๆ (present simple)
- เห็นเป็นภาพสี แต่ [กำลัง] [จะ] ทำ -> สมองจะเตรียมคำว่า will เอาไว้
- เห็นภาพเคลื่อนไหว -> สมองจะเตรียม -ing เอาไว้
- เห็นเป็นภาพขาวดำ เมื่อวาน เมื่อเช้านี้ -> สมองจะเตรียม was เอาไว้
- เห็นเป็นขาวดำ [เคย] ทำ [แล้ว] แต่ไม่ได้เจาะจงเวลา -> สมองจะเตรียม Have เอาไว้
- เห็นเป็นขาวดำ [ทำมาตั้งแต่วันนั้นโน้น] [แล้ว] แต่ [ยังไม่เสร็จ] -> สมองจะเตรียม have been -ing เอาไว้

ส่วน Tense อื่นๆนอกจากนี้ มักไม่ค่อยเจอครับ มักจะพบกับพวกหนังสือนิยายเพราะว่าเป็น Tense สำหรับการเล่าเรื่อง ไม่ต้องไปพยายามจำให้ครับทั้ง 12 Tense นะครับ เดียวมันก็ลืมหมด เอาแค่นี้ให้ได้ก่อน

ถ้าได้ Tense ข้างบนคล่องๆ (คล่องหมายถึงสมองสามารถเห็นภาพและเวลา และตีความภาษาได้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช้สมองส่วนการวิเคราะห์) จะเข้าใจตัวอื่นๆได้ง่ายขึ้นมาก

‪#‎เราจะฝึกอย่างไรดี‬?
- อย่าพยายามวิเคราะห์!!
- อ่าน และฟังให้มาก ให้ต่อเนื่อง
- เมื่ออ่านไม่เพียงแต่สร้างความหมาย แต่ให้สร้างภาพตามสภาวะ Tense ที่เห็นด้วย
- หัดเล่าเรื่อง ชีวิตประจำวันตัวเองว่าพบเจออะไรมากอย่างง่ายๆ

‪#‎เจอฝรั่งแต่ยังไม่ได้‬ Tense ทำไงดี
1. ไม่ต้องตกใจ
2. ให้ใช้ present simple ไปเลย แล้วใส่เวลาตามหลัง (ดีกว่าอ้ำอึ้งคิดไม่ออก)
เพราะภาษาอังกฤษแบบ American นิยมใช้ present simple มาก
เช่น
- I eat a hot-dog this morning. ใช้ผิด แต่แค่คำว่า this morning เขาก็รู้แล้วว่าเป็นอดีต
- I go to shopping tomorrow. ใช้ผิด แต่เขาก็รู้ว่าเป็นอนาคต
- I go to Japan when I am five years old. ใช้ผิด แต่เขาก็เข้าใจว่าไปตอนยังเล็กๆ

3. แต่ถ้าสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องถือว่าดี เพราะว่าเขาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น


Sunday, December 8, 2013

ทำไม She is eats fish ไม่ได้



ผมมักจะเจอคำถามอยู่บ่อยๆว่า ทำไม She ใช้กับ do ไม่ได้ ใช้ does ก็แปลได้เหมือนกัน ใครเป็นคนกำหนด

เรียนภาษาอย่าใช้เหตุผลครับ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผล ต่อให้พยายามใส่เหตุใส่ผลเข้าไปมันก็เท่านั้น คำยกเว้นข้อยกเว้นมากมายไปหมด จำกันไม่หวาดไม่ไหวจนกลายเป็นว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยากจนเกินไปที่จะเข้าใจ

เรียนภาษาให้ใช้อารมณ์ไปจับ พยาพยามทำความเข้าใจอารมณ์ของ คำ วลี ต่างๆ คำบางคำมีอารมณ์ในเชิงลบ เช่น
She is a fat person. (หล่อนเป็นคนอ้วน)
She is an overweight person. (เขาเป็นคนน้ำหนักเกิน)
slender(ผอมเรียว) => skinny(หนังหุ้มกระดูก)

แม้แต่ในระดับประโยคก็ยังมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน
ถ้าเริ่มต้นด้วย She issssss สมองจะนึกถึงสถานะ ความเป็นไปของคนนั้นๆ

She issssssss slender.

จะเห็นว่าตามหลัง is มักจะตามมาด้วยคำที่บ่งบอกสภาพ เช่น adjective หรือพวก V-ing ทั้งหลาย

ส่วนถ้าพูดถึง eat สมองจะเห็นภาพ ปาก อาหาร เคี้ยว มันเห็นเป็นสิ่งเคลื่อนไหว เป็นการกระทำ ดังนั้นถ้าใช้

She isssssss eat fish.

จะรู้สึกประหลาด เพราะสมองนึกถึงสถาพของคนนั้นๆ กับคำว่ากินซึ่งเป็นอามรณ์ทั่วๆไป มันจะรู้สึกขัดกัน ไม่ต่อเนื่อง

แต่ถ้าเป็น
She is eating.

สมองจะเห็นสถาพท่าทางว่ากำลังหม่ำๆ เป็นสภาพของความเคลื่อนไหว มือกำลังตักปลาเข้าปาก ซึ่งอารมณ์ต่อเนื่องไม่ขัด

อารมณ์ต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ผ่านการซึมซับจากการอ่าน ฟัง ดู ใช้งาน เป็นประจำ และจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าใช้สมองส่วนการวิเคราะห์ เช่น การคำกฎแกรมม่าต่างๆ

"อ่านเป็นประจำ ฟังอย่างต่อเนื่อง ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ลองหยิบประโยคต่างๆมาลองใช้งาน"

เข้าใจผิดๆกับ การแปล VS การอ่าน




ข้อสังเกตเล็กๆจากการฝึกอ่าน


หลายคนสับสนกับการอ่าน (Reading Comprehension) กับการแปล( Translation ) ผมเองก็เคยเข้าใจผิด สิ่งทีผมเคยทำคือ

อ่าน -> แปลตามดิก -> พยายามทำความเข้าใจประโยคที่แปล

ผลคือ = งง เครียด เวียนหัว ท้อ


จริงๆแล้ว การอ่าน คืออ่านเพื่อทำความเข้าใจ การอ่านที่ถูก ต้องอ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันทีไม่จำเป็นต้องแปลก่อน

อ่าน -> เข้าใจ

ส่วนการแปลนั้นจะยากและใช้พลังสมองกว่ามาก เพราะต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจน จากนั้นถึงค่อยๆเอาความเข้าใจมาสร้างเป็นประโยคในภาษาใหม่ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและการใช้ภาษาของภาษานั้นๆ

อ่าน -> เข้าใจ -> แปล

การฝึกอ่านที่ถูกต้อง ใครที่อ่านแล้วต้องมานั่งแปลเป็นภาษาไทยอยู่ตลอดทั้งเล่ม ให้ถอยไปอ่านหนังสือที่ง่ายลงกว่านี้นะครับ ดังนั้นฝึกอ่านให้ถูกต้อง จะสนุกแล้วจะไม่เครียด ภาษาจะพัฒนาไปได้ไวมากๆเลยหล่ะครับ

Sunday, December 1, 2013

เรียนภาษากับนายกยิ่งลักษณ์

ประเทศกำลังร้อนระอุเลยนะครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราลองมาเรียนภาษากับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นเลยดีกว่า

บทสัมภาษณ์ล่าสุดของนายกยิ่งลักษณ์ กับ BBC ข่ายมีให้อ่านอยู่ทั่วไป ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นในแง่การเมืองนะครับ เราเน้นในเรื่องภาษากันดีกว่า


คำไหนไม่รู้ จดเอาไว้นะครับ เดียวเจออีกบ่อยๆแน่นอน

Yingluck : I will say that some group of the people might not accept us, but please ask many of the people..because the majority of people support us. We also doing all the policy to run the country. But anyway, I came from the election. I think this is one thing that the way to tell that this government satisfy with the people is democracy. I think this is a way that the thing should be. So, that's why myself and government came from the election, so I think the election and democracy has the process to monitor and to be judged and to evaluate myself that whether I should be in this position or not.

Reporter : In that case, why don't you call a new election now?

Yingluck : I would if the situation is stop, (I would be call a new election), but now the situation is not stop. Right now, we open the dialog ( for it ). What ever we keep the dialog, what ever we keep the peaceful way, we keep the following the rule of law. That will be the right answer.

Reporter : So you don't want to call an election now, but maybe later?

Yingluck : If we call it with the election, we have to ask the potesters would satisfy or not.

Reporter : They might not be, but if you call an election, it would take some of the pressure now. People would focus on campaigning. Wouldn't be the good solution, right now?

Yingluck : I think we should see the situation, and I think right now, we need to make sure that the government can go on and run. If we can clear this (situation) first. Then, we can discuss and how we can handle the country... how we can move forward.

Reporter : If this protest carry on this way. Will you at some stage have to use force against them... deploy the polices use much tougher method? What do you think?

Yinkluck : No. I think the police can handle with the situation.

Reporter : They are not handling it. They are backing off out there. I believe they are doing nothing about it.

Yinkluck : We don't want to confront, we are using the law, that is why. If we move forward with the police, it would make people unhappy. We need to be very careful, because this situation is very sensitive. It does not mean that the government just..like.. back off. I think we have our position and stand point. Let policemen follow step by step. The first step is negotiation.

Reporter : Give us how much pressure is on you. Why don't you just give up a job and go back to your business job. You get much less pressure, much less abuse.

Yinkluck : The most important things that my government came from election. I don't want other way of unlawful undemocracy... We need to make sure that the system is still can go on.

Reporter : Don't you get tired of doing this job, that you just think that sometimes I'm giving enough now. I want to do something else.

Yinkluck : NO. I think this job of the priminister have to make sure that the country is peaceful. I think that for myself I devote myself for the country. I'm not being tried. I will not being...like...upset, but I think only one thing that we have to fight for remain democracy

อย่าจำการใช้ภาษาของนายกไปใช้นะครับ เพราะเขาใช้งานผิดมากมายหลายจุด แต่ก็ขอชื่นชมในความมั่นใจที่กล้าจะใช้ภาษา ถึงแม้จะพูดผิดๆถูกๆ แต่ก็สื่อสารกันเข้าใจได้นะ ดังนั้นไม่ต้องไปกลัวครับ

อยากพูดภาษาอังกฤษได้คล่องๆ ทำอย่างไร

image from : hardboiledpoker.blogspot.com
ผมเคยเขียนบทความเรื่องการพูดไปเมื่อนานมาแล้ว พูดสำคัญไฉน แต่บทความนั้นแค่พูดถึงความเข้าใจผิดๆทางการพูด แต่วันนี้จะเน้นว่า เราจะฝึกพูดอย่างไรให้พูดได้คล่อง

หลายต่อหลายคนบอกว่า
ง่ายๆ อยากพูดคล่องก็ต้องหัดพูดสิ

จริงๆแล้วพูดครึ่งเดียวครับ ลองคิดดูสิครับว่าจะพูดได้อย่างไรให้ถ้าไม่มีอะไรในหัว? คิดง่ายๆเหมือนเครื่องจักกรหน่ะครับ ถ้าไม่ใส่วัตถุดิบเข้าไป แล้วมันจะผลิตของได้อย่างไร?

ถ้าเราพยายามเค้นที่จะพูดโดยสร้างประโยคจาก สำนวนภาษาไทย และแกรมม่าในภาษาอังกฤษ แบบนี้คือฝันร้ายเลยครับ!! เรามักจะได้ประโยคที่ผิดเพี้ยน อย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้วเราก็หัดพูดประโยคผิดๆ ซึ่งเป็นการหัดสมองให้เข้าใจในรูปประโยคที่ผิดๆ ยิ่งหัดมากยิ่งมั่วมาก แก้ไขลำบากทีหลังแน่นอน! ผมเจอมากับตัวทำเอาเครียดเลยครับ

Key สำคัญของการพูดคือ "การฟัง" ครับ

เพราะการฟังเป็นการฝึกให้สมองจดจำรูปเสียงประรูปประโยคที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ เมื่อถือเวลาต้องใช้สมองจะสามารถดึงความจำที่ได้จากเสียงที่เคยได้ยินออกมาได้

ดังนั้นอยากพูดคล่อง ต้องฟังให้คล่องก่อน
1. ฟังเรื่องที่เราเข้าใจ90-100% เข้าใจพอที่จะสร้างภาพในหัวได้ทันทีโดยไม่สนใจรูปภาษา คำแปลเป็นภาษาไทยก่อน
2. ฟังบ่อยๆ ฟังเป็นประจำ
3. ฟังเรื่องที่เราสนใจและสนุก
4. ออกเสียงตาม ถ้าออกให้พยายามออกให้เหมือนที่สุด
5. นำสำนวนที่เคยฟังออกมาพูด มาใช้อยู่เสมอๆ


ถ้าเป็นการสื่อสาร จะพูดผิดดีกว่าไม่พูดเลย แล้วถามเขาว่าพูดแบบนี้ถูกหรือปล่าว

พูดอย่างมั่นใจ ถึงจะพูดผิดถูกไปบ้าง ถ้าสื่อสารได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว จากนั้นเราค่อยถามทีหลังว่าพูดแบบไหนถึงถูก


Wednesday, November 27, 2013

ฝึกภาษากับ Google Translate

เรียนภาษาเดียวนี้ทำได้ง่ายกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนมากๆ อินเตอร์เนตความเร็วความเร็วสูงหาได้ง่ายทั่วไป ที่สำคัญคือเดียวนี้มีโปรแกรมดีๆอย่าง Google ทำให้ชีวิตเราง่ายมากขึ้น

Google Translate เป็นโปรแกรมแปลภาษาที่มีชื่อเสียงทางด้านไม่ดี (infamous, notorious) อันเนื่องมากจากแปลภาษาไทยได้แย่ ความหมายผิดเพี้ยนไปหมดจนหลายคนตั้งชื่อเล่นให้มันว่า กูเกิ้ลขากเสลด แต่สำหรับผมโปรแกรมนี้สุดยอดเลยครับ วันนี้ผมจะมาบอกเทคนิคที่หลายคนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับ Google Translate โปรแกรมสุดเยี่ยมอันนี้กัน

คำศัพท์สำคัญครับ แต่การเปิดพจนานุกรมดูความหมายเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจความหมายไม่ครบรอบด้าน ใช้งานไม่เป็น ตัวอย่างการใช้คำถือเป็นเรื่องจำเป็นต่อการเรียนรู้ แต่ตัวอย่างการใช้งานในพจนานุกรมก็มีน้อยเสียเหลือเกิน โดนเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์เก่าๆ หรือศัพท์ยากๆ
จาก Longman dictionary

สมมุติว่าผมอยากจะเรียนรู้คำศัพท์ munificent ผมแค่พิมพ์ใส่ลงไปในช่องแปลเลยครับ

จะเห็นว่าหน้าจอมีเครื่องมือมากมายให้เราได้เรียนรู้
กดปุ่มข้างๆนี้เพื่อยดูตัวอย่างเพิ่มเติมการใช้งานได้


ถ้าตัวอย่างยังไม่เยอะสะใจ ก็กดขอตัวอย่างเพิ่ม (อันนี้ผมชอบมาก) ทำให้เราเข้าใจคำและการใช้คำอย่างชัดเจน


 นอกจากนั้น อย่าลืมที่จะฟังการออกเสียง ออกเสียงตามให้เหมือน ฟังหลายๆรอบหน่อย

ด้านขวาของช่องมีการบอกคำแปล (อย่าเชื่อถือมากครับ) ที่สำคัญคือมีหน้าที่คำบอกให้เรียบร้อย ในที่นี่คือคำคุณศัพท์

ยังไม่หมด ระบบยังมีคำเหมือนให้ดูเล่นๆอีกด้วย (อย่าเชื่อมากนะครับ เพราะแต่ละคำใช้งานไม่เหมือนกัน มีอารมณ์มีความหมายแฝงต่างกัน ถ้าจะใช้ให้แน่ใจจริงๆว่าเข้าใจคำนั้นๆอย่างถูกต้อง)

ที่สำคัญคือเราสามารถเก็บคำนั้นเอาไว้ทบทวนวันต่อๆไปได้  สำคัญมากต้องทบทวนครับ



จะเห็นว่าเวลากดเก็บแล้ว มันจะไปเก็บไว้ที่สมุดบันทึกของเรา



ส่วนคำแปลภาษาไทยถ้าเราเห็นว่าภาษาไทยแปลได้ถูกต้อง อย่าลืมประเมินให้ระบบด้วยนะครับ เพื่อให้การแปลภาษาไทยทำได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนหนึ่งที่ระบบแปลได้แย่เพราะเราไม่ค่อยประเมินกันเท่าไหร่ คอมพิวเตอร์เลยไม่รู้ว่าอะไรคือแปลดี อะไรคือแปลแย่

***แถม***
เราสามารถหาความหมายของคำได้จาก google search ธรรมดาด้วยนะครับ จะได้รายละเอียดคำมากกว่า ให้ลองกดปุ่มใหญ่ๆข้างล่างกรอบ

จะเห้นข้อมูลมากมายให้เราเรียนรู้ ทั้งคำเหมือน คำตรงข้าม ต้นกำเนิดคำ ที่ผมชอบมากคือกราฟที่บอกว่าคำนี้นิยมใช้งานมากแค่ไหน ถ้าใช้งานกันเยอะๆ แสดงว่าสำคัญมากน่าจะจำให้ได้ดีๆ แต่ถ้าใช้งานกันไม่มากก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ที่ต้องจำมัน แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย


ลองดูครับ

Sunday, November 24, 2013

เครียด!!!! จัดการอย่างไรดี

image from : www.telegraph.co.uk
แน่นอนครับว่าเรียนภาษาสนุกก็จริง แต่หลายครั้งทำเครียด และเครียดมากเสียด้วย เวลาเรียนภาษาเรียนเท่าไรก็เหมือนว่าไม่พัฒนาขึ้นเสียที ทำมาตั้งนานแล้ว 3 เดือนผ่านไปแล้ว 4 เดือนผ่านไปก็แล้ว หลายคนก็เลิกที่จะเลิกล้มความตั้งใจกันไป  คนเรามีความสามารถทางภาษาทุกคนครับ เราสำเร็จได้ไม่ย่อท้อ 

แต่เมื่อความเครียดมันเกิดขึ้น เพื่อให้เราสามารถจัดการความเครียดเหล่านั้นได้อย่างมากขึ้น เราลองมาเข้าใจความเครียดกันดีกว่าครับ

ลองเข้าไปดูในวิดีโอนี้นะครับ แต่ผมขอสรุปให้สั้นๆสำหรับคนที่พื้นฐานน้อย (คนพื้นฐานเริ่มดีแล้ว ให้เข้าไปดูเองนะ อย่าอ่านแล้วผ่านไป ถือเป็นการฝึกภาษานะครับ! )




เราเคยเข้าใจกันมาว่าความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆมากมาย อาทิเช่นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และมีอัตราการเสียชีวิตสูงจัดการกับความเครียด ซึ่งก็จริงตามนั้นครับ คนมีความเครียดจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าขึ้นถึง 30% 

แต่... ไม่จริงทั้งหมด คนที่เชื่อว่าความเครียดเป็นอันตรายต่อร่างกายเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบการเสี่ยงการตาย 

แต่ในทางกลับกัน คนที่มีความเครียดมาก แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีอันตรายต่อร่างกาย กลับไม่ได้ผลกระทบใดๆกับร่างกายเลย

ฮอโมนอ๊อคซี่โทซิน เป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาเวลาเรากอดใครสักคน เป็นสารเคมีที่สร้างความสำพันธ์อันดีระหว่างครอบครัวและเพื่อนฝูง และทำให้เราเป็นคนเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น

แต่เมื่อเราเกิดความเครียดขึ้น ฮอโมนนี้จะถูกปล่อยออกมามากมาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวลาเราเครียดเราจะคิดถึงคนที่เรารัก อยากจะคุยอยากจะกอดอยากจะพบหน้า

แต่หน้าที่สำคัญของฮอโมนอ็อคซี่นี้ช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบหัวใจอันเนื่องมาจากความเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อต่างๆผ่อนคลาย และที่สำคัญคือช่วยให้เซลหัวใจซ่อมแซมจากความเสียหายอันเนื่องมาจากความครียด พูดง่ายๆคือเป็นฮอโมนที่ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

ฮอโมนออกซี่โทซินทำงานได้ดี และปล่อยออกมามากขึ้นเมื่อเราได้คุยกลับคนที่เรารักคนที่เราห่วงใย

ดังนั้นเราควรปฎิบัติดังนี้ครับ
  1. ถ้ามีความเครียด ให้มีสติ และเชื่อมั่นว่าความเครียดคือการเตรียมพร้อมร่างกายให้พร้อมสู้ เผชิญต่อปัญหา 
  2. เพื่อคนที่เรารักพบกับความเครียด ให้เข้าไปคุย ไปปลอบโยน อย่าซ้ำเติม!
  3. ความคิด ความเชื่อของเรา สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ ดังนั้นคิดแต่เรื่องที่ดี ที่เป็นประโยชน์ อย่าด่าตัวเอง อย่าซ้ำเติมตัวเอง ให้ให้กำลังใจตัวเองจะดีกว่า


ง่ายๆ แค่นี้ ชีวิตก็จะมีความสุข อายุยืนยาว ทำอะไรก็จะประสบผลสำเร็จครับ